คาร์บอนเครดิต คือ

หมวด: Knowledge

 

       
      

            ภาวะโลกร้อนหรือปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) เป็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้ผิวโลกและของน้ำ
 ในมหาสมุทร ซึ่งเกิดจากสภาวะเรือนกระจกที่เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของ ก๊าซเรือนกระจกในอากาศสำหรับก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (
Carbon Dioxide) มีเทน (Methane) และไนตรัสออกไซด์ (Nitrous Oxide) 

              ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศเกือบทั้งหมดเป็นการปล่อยออกมา จากกิจกรรมของมนุษย์ โดยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมามากที่สุด (มากกว่า 70% ของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา) และมากกว่า 90% ของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมานี้เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงซาก ดึกดำบรรพ์หรือเชื้อเพลิงฟอสซิล (ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น)

              การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของอากาศใกล้ผิวโลกหรือภาวะโลกร้อนนี้ ทำให้เกิดผลที่ตามมาหลายประการ เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบและปริมาณของฝนที่ตก การหดตัวและพังทลายของภูเขาน้ำแข็ง ความถี่และความรุนแรงของลมฟ้าอากาศที่เพิ่มขึ้น การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ และการกลายพันธุ์และแพร่ขยายของโรคที่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบที่มีต่อโลกโดยรวม ดังนั้น ปัญหาโลกร้อนจึงเป็นปัญหาของโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกันแก้ไข โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ/หรือ กักเก็บเอาก๊าซเรือนกระจกไว้ไม่ให้ปล่อยออกสู่บรรยากาศ และ/หรือ ดูดซับเอาก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในบรรยากาศเก็บไว้

             ปัจจุบันประเทศต่างๆทั่วโลกได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกันหาวิธีการที่จะช่วยแก้และบรรเทาปัญหาของการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศที่เกิดขึ้น โดยได้รวมกันเพื่อดำเนินการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาให้ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับ ที่ระบบนิเวศน์จะสามารถปรับโดยธรรมชาติให้เข้าได้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ โดยการผลิตอาหารจะไม่ถูกคุกคาม และการพัฒนาเศรษฐกิจจะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

พิธีสารเกียวโต

            พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เป็นข้อตกลงระหว่างชาติของการประชุมร่วมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยหลักการที่สำคัญ 5 ประการ คือ

      1) พันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นข้อผูกพันตามกฎหมาย (แบบบังคับ) สำหรับประเทศที่อยู่ในภาคผนวกที่ 1 (ประเทศอุตสาหกรรมจำนวนประมาณ 40 ประเทศ) และพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกทั่วไป (แบบไม่บังคับ) สำหรับประเทศสมาชิกทุกประเทศ

      2) การนำไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของพิธีสารที่ประกอบด้วย การจัดทำนโยบายและวิธีการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกลงและเพิ่มการดูดซับเอาก๊าซ เรือนกระจกไว้ รวมทั้งการใช้กลไกทางการตลาด ได้แก่ การดำเนินโครงการร่วมกัน (Joint Implementation : JI) กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) และการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading : ET)

      3) การลดผลกระทบที่มีต่อประเทศกำลังพัฒนาลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ

      4) การจัดทำบัญชี การรายงาน และการตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อความสมบูรณ์ของพิธีสาร

       5) ความยินยอมให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการบังคับใช้ให้เป็นไปตามข้อผูกมัดของพิธีสาร

 

เป้าหมายและกลไกตามพิธีสารเกียวโต

              ในพิธีสารเกียวโตได้มีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลงเฉลี่ย 5.2% จากระดับที่ปล่อยออกมาในปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) โดยประเทศที่อยู่ในภาคผนวกที่ 1 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยปริมาณที่กำหนดให้ได้ในช่วงพ.ศ. 2551 – 2555 (ค.ศ. 2008-2012) ซึ่งก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ในเป้าหมายนี้ ประกอบด้วย ก๊าซเรือนกระจก 4 ชนิด คือ คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide) มีเทน (Methane) ไนตรัสออกไซด์ (Nitrous Oxide) และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (Sulphur Hexafluoride) และก๊าซเรือนกระจกอีก 2 กลุ่ม คือ ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (Hydrofluorocarbons) และเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (Perfluorocarbon) ทั้งนี้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจะคิดเป็นปริมาณเทียบเท่า คาร์บอนไดออกไซด์โดยใช้ค่าศักยภาพการทำให้โลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) ที่ยอมรับโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernment Panel on Climate Change: IPCC)

              ภายใต้พิธีสารเกียวโตนี้ นอกจากจะกำหนดให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 จะต้องดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายของแต่ละประเทศใน ช่วงระยะเวลาที่กำหนดแล้ว พิธีสารเกียวโตยังได้เสนอวิธีการเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ประเทศดังกล่าวสามารถ บรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้นด้วยกลไกทางการตลาด 3 กลไกคือ

1)  การซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ET) เป็นการอนุญาตให้ประเทศที่มีสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือหรือไม่ได้ ใช้ (ส่วนที่เหลือจากเป้าหมายที่กำหนด) สามารถขายปริมาณส่วนที่เหลือนี้ให้แก่ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า หมายที่กำหนด การได้มาซึ่งสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ โดยทั่วไปก็จะได้มาจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการกักเก็บหรือดูดซับเอาก๊าซเรือนกระจกไว้ ดังนั้นสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเปรียบเสมือนสินค้าชนิดหนึ่งที่มี มูลค่าในการซื้อขาย และเนื่องจากก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ จึงนิยมเรียกกลไกนี้สั้นๆ ว่า การซื้อขายคาร์บอนหรือตลาดคาร์บอน (Carbon Market)

2)  การดำเนินโครงการร่วมกัน (JI) เป็นการอนุญาตให้ประเทศที่มีพันธกรณีในการลดหรือจำกัดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก (ประเทศในภาคผนวกที่ 1) สามารถได้สิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการดำเนินโครงการลดและ/หรือโครงการกักเก็บหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกกับ ประเทศในภาคผนวกที่ 1 อื่น ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศที่ดำเนินโครงการสามารถเลือกสถานที่และวิธีการที่มี ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และประเทศที่มีโครงการเข้าไปดำเนินการ (ประเทศเจ้าบ้าน) ก็จะได้รับเงินลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

3)  กลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) เป็นการอนุญาตให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 สามารถดำเนินการโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศที่กำลังพัฒนา (ประเทศนอกภาคผนวกที่ 1)

คาร์บอนเครดิต

              คาร์บอนเครดิตเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ เช่นเดียวกันกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งเกิดจากกลไกทางการตลาดตามพิธีสารเกียวโต (ตลาด คาร์บอน) สำหรับผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตก็จะเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มีสิทธิ์จะปล่อย ออกมาได้ และสำหรับผู้ขายคาร์บอนเครดิตก็จะเป็นปริมาณที่ไม่ได้ใช้ หรือปริมาณที่เหลือของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกกำหนดให้ปล่อยออกมาได้ หรือปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (ของแหล่งที่เกิด) หรือที่กักเก็บหรือดูดซับเอาไว้ (ของแหล่งที่เก็บ) โดยคาร์บอนเครดิตมีหน่วยเป็นตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Equivalent)

การได้มาของคาร์บอนเครดิตตามพิธีสารเกียวโตมี 4 ทาง คือ

      1)  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกกำหนดให้ปล่อยออกมาได้ของประเทศในภาคผนวกที่ 1 ที่เหลือหรือไม่ได้ใช้ก็สามารถนำมาซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนกันได้ เรียกว่า Assign Amount Unit (AAU) โดยหนึ่งหน่วยมีค่าเท่ากับ 1 ตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์

      2)  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากการเอาก๊าซเรือนกระจกออกจากบรรยากาศ (การ กักเก็บและการดูดซับ) ซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวกับการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการป่าไม้ ของประเทศในภาคผนวกที่ 1 เรียกว่า Removal Unit (RMU) โดยหนึ่งหน่วยมีค่าเท่ากับ 1 ตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์

      3)  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ/หรือ การกักเก็บหรือดูดซับเอาก๊าซเรือนกระจกไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินโครงงานร่วมกัน (JI) ของประเทศในภาคผนวกที่ 1 เรียกว่า Emission Reduction Unit (ERU) โดยหนึ่งหน่วยมีค่าเท่ากับ 1 ตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์

       4)  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ในประเทศกำลังพัฒนา (ประเทศนอกภาคผนวกที่ 1) ที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียน เรียกว่า Certified Emission Reduction (CER) โดยหนึ่งหน่วยมีค่าเท่ากับ 1 ตัน เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์

              นอกจากคาร์บอนเครดิตตามกลไกของพิธีสารเกียวโตแล้ว สหภาพยุโรปยังได้จัดตั้งระบบการค้าคาร์บอน (European Union Emission Trading Scheme : EU ETS) ขึ้น โดยให้ประเทศที่อยู่ในภาคผนวกที่ 1 ตามพิธีสารเกียวโต จัดสรรสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (เฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์) ให้แก่อุตสาหกรรมประเภทต่างๆ และหากมีเหลือหรือไม่เพียงพอก็อนุญาตให้ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนกันได้ เรียกว่า EU Allowance Unit (EUA) โดยหนึ่งหน่วยมีค่าเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

              การซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาดังกล่าวข้างต้น อาจถือได้ว่าเป็นการซื้อขายในตลาดทางการ ซึ่งในปัจจุบันนอกเหนือจากตลาดทางการแล้ว ยังมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดแบบสมัครใจ ที่ซื้อขายคาร์บอนเครดิตหรือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง ซึ่งเกิดจากการดำเนินโครงการร่วมกัน (JI) ของประเทศในภาคผนวกที่ 1 และโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดของประเทศกำลังพัฒนา ที่ไม่ได้ขอการรับรองและ/หรือไม่ได้ลงทะเบียน เรียกว่า Verified Emission Reduction (VER) อีกด้วย

   

โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด

              ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต แต่เป็นประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 จึงไม่มีพันธกรณีที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงในช่วงเวลาที่กำหนด แต่ยังคงต้องมีความรับผิดชอบร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง เพื่อบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

             แม้ ว่าประเทศเราจะไม่มีการตั้งเป้าหมายอย่างเป็นทางการของการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกลง แต่ก็ได้ตระหนักถึงปัญหาและได้ร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นได้จากหน่วยงาน องค์กร สถานประกอบการ และประชาชน ได้ช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การปลูกป่า การใช้สิ่งของทำด้วยวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้อีก จนถึงการแยกขยะ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) โดยให้เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และเป็นหน่วยงานกลางประสานการดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Designated National Authority for the Clean Development Mechanism : DNACDM) ภายใต้พิธีสารเกียวโต ซึ่งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจะทำหน้าที่วิเคราะห์ กลั่นกรอง โครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) และเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการบริหารขององค์การ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและออกหนังสือรับรองโครงการ ซึ่งหากโครงการใดได้รับหนังสือรับรอง ผู้พัฒนาโครงการก็สามารถนำไปขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการบริหาร CDM แล้วทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตหรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงของโครงการ นั้นๆ ได้ในตลาดคาร์บอนทางการ

              ปัจจุบันโครงการที่คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจะพิจารณาให้การรับรอง คือ

1)  โครงการด้านพลังงาน ได้แก่ การผลิตพลังงานและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เช่น โครงการพลังงานทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โครงการแปลงกากของอุตสาหกรรมเป็นพลังงาน โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบทำความเย็นและโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพใน การใช้พลังงานในอาคาร เป็นต้น

2)  โครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการแปลงขยะเป็นพลังงาน และโครงการแปลงน้ำเสียเป็นพลังงาน เป็นต้น

3)  โครงการด้านคมนาคมขนส่ง เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการคมนาคมขนส่งและการใช้พลังงาน เป็นต้น

4)  โครงการด้านอุตสาหกรรม เช่น โครงการที่สามารถลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการอุตสาหกรรม เป็นต้น

 

 

 

 

Copyright 2012. Powered by etoro review. Phichitbiopower