มาตรการป้องกัน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

         เพราะการเติบโตไปพร้อมๆ กับคนในชุมชน เป็นพันธกิจหลักของโครงการ โรงไฟฟ้าของบิรษัทพิจิตรไบโอเพาเวอร์ จก. จึงได้ถูกออกแบบมา เพื่อให้เข้ากันได้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยเราได้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น  กับคนในชุมชน และได้วางมาตรการต่างๆเพื่อรองรับไว้ ดังนี้  

          -จัดให้มีลานจอดรถบรรทุกขนาดใหญ่ ไว้ในโครงการ เพื่อไม่ให้ รถบรรทุกที่มาส่งแกลบ กับโครงการ จอดรถกีดขวางทางจราจร

          -โครงการขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถจุน้ำได้มากกว่า 400,000 ลูกบาศก์เมตร ไว้รับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก และสามารถเก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี กรณี ไม่มีฝนตกเลยตลอดทั้งปี

          -น้ำที่ใช้ในโครงเกือบทั้งหมด ถูกใช้เพื่อระบายความร้อน ให้กับเครื่องจักร ที่บริเวณหอหล่อเย็น ซึ่งส่วนใหญ่จะระเหยในรูปของไอน้ำ ส่วนที่ไม่ระเหยจะถูกน้ำกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ น้ำทั้งหมด รวมถึงน้ำฝนที่ตกลงมาในบริเวณโรงงาน จะถูกบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่

           -ระบบกำจัดฝุ่นของโครงการ ใช้ระบบไฟฟ้าสถิตย์ (ESP) ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าทันสมัยที่สุดในโลก ชุดกำจัดฝุ่น ESP จะ มีทั้งหมด 3 เซล ที่ภาวะปกติ จะทำงาน 2 เซล และสำรองไว้ 1 เซล เพื่อให้มั่นใจว่า ลมที่ออกมาจากโรงไฟฟ้า จะถูกตรวจจับด้วยไฟฟ้าสถิตย์ตลอดเวลา

          -การจัดเก็บเชื้อเพลิง(แกลบ) จะเป็นระบบ โกดังปิดมิดชิด พร้อมระบบลำเลียง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจาย ระหว่างการขนย้าย หรือช่วงที่เกิดลมพายุ ทั้งยังช่วยรักษาคุณภาพเชื้อเพลิงให้คงที่ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์

        -ระบบ ลำเลียงขี้เถ้า เป็นระบบเปียก คือใช้น้ำเป็นตัวนำพาขี้เถ้าไปยังบ่อเก็บ ขี้เถ้าจะถูกแช้อยู่ในน้ำ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการฟุ้งกระจายของขี้เถ้า และขี้เถ้าที่ตักขึ้นมาจะเป็นขี้เถ้าเปียก ทำให้การขนย้าย ไม่เกิดการฟุ้งกระจาย

             -กันพื้นที่ โดยรอบโครงการ เป็น พื้นที่กันชน (BUFFER ZONE )     พื้นที่ส่วนที่ดำเนินกิจกรรม ต่างๆของโรงไฟฟ้าจะอยู่บริเวณใจกลางของที่ดิน บริเวณโดยรอบของโครงการ บริษัทได้กันไว้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ผลกระทบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น อยู่ในระดับที่ต่ำลงไปอีก

          -ปลูกแนวต้นไม้บริเวณรอบโครงการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ ของโครงการให้ดูสวยงาม  และแนวต้นไม้ต่างๆ ที่ปลูก ยังช่วยเสริมสมรรถนะของ พื้นที่กันชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับ กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติต่างๆ 

 

   จากแกลบ มาสู่ข้าว  แกลบเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการสีข้าวเปลือก เป็นข้าวสาร  ในการสีข้าว 1 ตันข้าวเปลือก จะได้แกลบ ประมาณ 250 กิโลกรัม แต่ก่อน โรงสีต้องนำแกลบมาทิ้ง ด้วยความที่แกลบมีลักษณะเบา ทำให้เปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บ การนำมาทิ้งนอกสถานที่จัดเก็บ อาจเกิดการติดไฟ ซึ่งก่อให้เกิด ควัน และกลิ่น นอกจากนี้ ขี้เถ้าแกลบ อาจปลิวไปตามกระแสลม หากปล่อยไว้กลางแจ้ง และความร้อนจากการเผาไหม้อาจก่อให้เกิด อัคคีภัย  

     ก่อนหน้านี้ การใช้ประโยชน์จากแกลบ มีเพียงเอามา เผาถ่าน และ เผาอิฐเท่านั้น ต่อมาประเทศไทยมีการเพิ่มผลผลิต  ขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น ตลอดจนมีการพัฒนาการเทคนิคการปลูกข้าว ปรับปรุงสายพันธุ์ รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำ สำหรับทำข้าวนาปรัง  ทำให้ผลผลิตข้าวมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณแกลบ เพิ่มขึ้นไปด้วย จึงได้มีการนำแกลบมาเป็นเชื้อเพลิง เพื่อใช้ในกิจการต่างๆ ร่วมถึง กระบวนการ ผลิตไฟฟ้า ด้วย

      " โรงสีขายแกลบให้โรงไฟฟ้าได้เงิน แล้วชาวนาที่ปลูกข้าวละได้ประโยชน์ อะไร "  เป็นคำถามที่ เกษตรกรหลายๆ คนสงสัยว่า การส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลของรัฐบาล เกษตรกรต้นน้ำ อย่างชาวนาได้รับประโยชน์ด้วยหรือไม่

       เมื่อมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นในพื้นที่ โรงสีที่อยู่ในระแวกนั้น จะสามารถ ขายแกลบได้ ทำให้มีรายรับ จากการสีข้าวเพิ่มขึ้น  หรือพูดอีกนัยหนึ่ง โรงสีจะมีต้นทุนในการสีข้าวลดลง รายรับที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว สามารถนำมาชดเชย ค่าไฟฟ้าที่ใช้ใน กระบวนการ สีข้าว อบแห้งข้าวเปลือกได้ ทำให้โรงสีมีความสามารถในการซื้อข้าวเปลือกในราคาที่สูงขึ้น และหากบริเวณดังกล่าวมีโรงสีอยู่หลายโรง ทุกโรงมีรายรับจากการขายแกลบ เท่าๆกัน  จะทำให้เกิดภาวะการแข่งขัน   ตามหลักเศรษฐศาสตร์   คือ เมื่อโรงสีออกมาแย่งกันซื้อข้าวเปลือก การคิดต้นทุนการสีข้าวของโรงสี จะนำเอารายรับจากการขายแกลบมาคำนวนด้วย เพื่อให้สามารถซื้อข้าวเปลือกให้สูงที่สุด ที่ยังพอมีกำไรอยู่  โรงสีที่ไม่มีรายรับจากการขายแกลบ จึงไม่สามารถ ออกมาซื้อข้าวเปลือก ในราคาที่สูงเท่ากับ โรงสีที่สามารถขายแกลบได้   

         กลไกที่จะผลักดันให้เกษตรกร ได้รับประโยชน์ส่วนนี้อย่างทั่วถึง  คือ การผลักดันให้มีการ สร้างกลไกการค้าแบบเสรี ไม่มีการผูกขาด โดยที่ โรงไฟฟ้าต้องซื้อ แกลบจาก โรงสีหลายๆ โรง  เพื่อให้โรงสี เหล่านั้น มีรายรับจากค่าแกลบไปชดเชย ค่าไฟฟ้า ในกระบวนการสีข้าว เป็นการเพิ่มศักยภาพการซื้อข้าวเปลือก ให้โรงสีเหล่านั้น  ทำให้โรงสีเหล่านั้นสามารถออกมาซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาดได้    จะเห็นได้ว่า เมื่อโรงไฟฟ้า เปิดซื้อแกลบ จากโรงสีหลายๆ โรง  จะสามารถสร้างกลไก การแข่งขัน ของโรงสี และเป็นการช่วย ยกระดับราคาผลผลิตของเกษตรกร  ทางอ้อมนั่นเอง 

abc

     

ประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากโครงการ

     

 หลังโรงไฟฟ้าของพิจิตรไบโอเพาเวอร์ ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มดำเนินการ คาดว่าโครงการจะก่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนหลายๆ ด้าน  เช่น

 

  • กระแสไฟฟ้าในชุมชน จะมีคุณภาพดีขึ้น เพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะจ่ายไฟฟ้า ให้ชุมชนนั้นๆ ก่อนส่งไปจำหน่ายที่อื่น

  • อ.บ.ต. จะได้ภาษีต่างๆ จากโรงไฟฟ้า  นำมาเป็นงบประมาณในการพัฒนาส่วนต่างๆของชุมชน นอกจากนี้ โรงบริษัทพิจิตรไบโอเพาเวอร์ ยังจดทะเบียนที่จังหวัดพิจิตร ภาษีมูลค่าเพิ่ม จากการขายไฟฟ้าจะนำส่งในพื้นพี่ของจังหวัดพิจิตร

  • ราษฎรในท้องถิ่นมีงานทำ ภายในโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก  บุตรหลานของคนในชุมชนที่จบการศึกษา มีทางเลือกมากขึ้น สำหรับการหางานทำ

  • เกิดธุรกิจขนส่ง และธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆ กระแสเงินสะพัดในชุมชน     

  • บริษัทจะเกื้อกูลชุมชนโดยสนับสนุนด้าน การศึกษา การ สาธารณสุข และพัฒนาหมู่บ้าน เพื่อให้สาธารณูปโภคพื้นฐานมี คุณภาพดียิ่งขึ้น ในรูปแบบของ  "กองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า"

  • โรงไฟฟ้าจะเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ ,ฝึกงาน ของนักเรียน นักศึกษาและบุคคลทั่วไป เพื่อนำความรู้เหล่านี้ไป ต่อยอด  พัฒนาด้านการอนุรักษ์พลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

  • โรงไฟฟ้า สามารถใช้เศษไม้บด เป็นเชื้อเพลิงเสริม คนใน ชุมชน สามารถนำเศษไม้ ตามหัวไร่ ปลายนา มาขาย เพื่อเป็นแหล่งรายได้เสริม

  • ขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้า สามารถใช้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินหรือเพาะต้นกล้า ได้เป็นอย่างดี ซึ่งชุมชน ขอรับได้ จากโรงไฟฟ้า

  • โรงไฟฟ้า มีความยินดี ที่จะให้ความร่วมมือ และเข้าร่วมกิจกรรม, ประเพณีท้องถิ่น ต่างๆ ของชุมชน  เพื่อเป็นการส่งเสริมขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดี และเป็นการส่งเสริมความผูกพันในชุมชน



Copyright 2012. Powered by etoro review. Phichitbiopower